ประวัติวัด

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม ราชวรวิหาร

รัชสมัยรัชกาลที่ 3 : พระอารามนามเดิม "วัดเบญจบพิตร"

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร เดิมชื่อว่า “วัดแหลม” หรือ “วัดไทรทอง” เมื่อ พ.ศ. 2369 ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ขึ้น พระองค์จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าพนมวัน กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ (ต้นราชสกุลพนมวัน) พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาศิลา ทรงเป็นแม่ทัพรักษาพระนคร โดยทรงตั้งกองบัญชาการทัพที่วัดแหลม หลังจากปราบกบฏเจ้าอนุวงศ์แล้ว กรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์พร้อมพระอนุชาและพระขนิษฐาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกันอีก 4 พระองค์ ได้แก่
  1. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากุญชร กรมพระพิทักษ์เทเวศร์ (ต้นราชสกุลกุญชร)
  2. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ (ต้นราชสกุลทินกร)
  3. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงวงศ์
  4. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าหญิงอินทนิล
มีพระประสงค์ที่จะร่วมกันปฏิสังขรณ์วัดแหลม พร้อมทั้งทรงสร้างพระเจดีย์เรียงรายไว้หน้าวัด 5 องค์ ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า “วัดเบญจบพิตร”ซึ่งหมายถึงวัดของเจ้านาย 5 พระองค์

รัชสมัยรัชกาลที่ 5 : ทรงสถาปนาพระอารามหลวงสวนดุสิต

ในปี พ.ศ. 2441 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระราชประสงค์จะทรงสร้างพระราชอุทยาน เป็นที่ประทับแรมสำราญพระราชอิริยาบถในวันสุดสัปดาห์ จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดซื้อที่บริเวณด้านทิศเหนือของพระบรมมหาราชวัง ระหว่างคลองสามเสนกับคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเป็นที่สวนและทุ่งนาตามราคาจากราษฎร ด้วยพระราชทรัพย์สำหรับใช้จ่ายการในพระองค์ พระราชทานนามว่า "สวนดุสิต" (พระราชวังดุสิต ในปัจจุบัน)
โปรดเกล้าฯ ให้เริ่มลงมือตัดไม้ ปรับพื้นที่เพื่อสร้างสวนดุสิต เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2441 และได้ทำการสืบมาจนกระทั่งถึงวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2442 จึงได้เสด็จเถลิงพลับพลาเป็นครั้งแรก การสร้างสวนดุสิต ได้ใช้พื้นที่ของวัดดุสิตที่อยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรม มีภิกษุอยู่เพียง 1 รูป เป็นที่สร้างพลับพลา และที่วัดร้างอีกวัดหนึ่งตัดเป็นถนนภายในสวนดุสิตด้วย ประกอบกับมี "วัดเบญจบพิตร" ที่ชำรุดทรุดโทรมอยู่ใกล้เขตพระราชฐานด้านทิศใต้ด้วย จึงมีพระราชดำริที่จะทรงทำ "ผาติกรรม" สถาปนาวัดขึ้นใหม่ จึงถือว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดใหม่ที่พระองค์ทรงสถาปนาขึ้นโดยมีพระราชประสงค์สำคัญคือ
  1. เพื่อแสดงว่าพระองค์ทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก เมื่อทรงใช้ที่วัดสร้างพระราชอุทยาน ก็ทรงทำ "ผาติกรรม" สร้างวัดขึ้นทดแทนตามราชประเพณี โดยสร้างเพียงวัดเดียว แต่ทำให้เป็นพิเศษ วิจิตรงดงาม สมควรที่จะเป็นวัดอยู่ใกล้เขตพระราชฐาน
  2. เป็นที่แสดงแบบอย่างทางการช่างของสยามประเทศ โดยโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ออกแบบก่อสร้างพระอุโบสถพร้อมพระระเบียงอย่างวิจิตรงดงามด้วยแบบอย่างศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยโบราณ
  3. เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมพระพุทธรูปโบราณสมัยและปางต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นทั้งในและต่างประเทศ แสดงให้ประชาชนเห็นเป็นแบบอย่าง ภายในพระระเบียง ซุ้มจระนำหลังพระอุโบสถ และซุ้มจระนำด้านนอกพระระเบียง
  4. เป็นที่เล่าเรียนพระปริยัติธรรมและวิชาชั้นสูงซึ่งทรงเรียกว่า "คอเลซ" (College) เป็นการเกื้อกูลแก่คณะสงฆ์มหานิกาย
  5. เป็นพระบรมราชานุสาวรีย์แห่งพระองค์ และแสดงลำดับรัชกาลในมหาจักรีบรมราชวงศ์ เป็นวัดประจำรัชกาลแห่งพระองค์ โดยเมื่อสถาปนาขึ้นแล้วพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดเบญจมบพิตร" ซึ่งหมายถึง วัดของพระเจ้าแผ่นดินรัชกาลที่ 5 กับได้ทรงแสดงพระราชประสงค์ไว้ว่า เมื่อพระองค์สวรรคตและถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ให้นำพระบรมราชสรีรางคาร (เถ้ากระดูก) ไปบรรจุไว้ใต้รัตนบัลลังก์พระพุทธชินราช ซึ่งพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคารตามพระราชประสงค์
    เมื่อเริ่มการสถาปนา โปรดเกล้าฯ ให้รื้อถอนสิ่งก่อสร้างในวัดเดิมทั้งหมด ปรับพื้นที่ก่อสร้างสังฆเสนาสน์สำหรับพระสงฆ์สามเณรอยู่อาศัยจำนวน 33 หลัง เท่ากับปีที่ทรงครองราชสมบัติ โดยทรงมอบหมายให้เจ้าพระยาวรพงศ์พิพัฒน์ (ม.ร.ว.เย็น อิศรเสนา เมื่อครั้งเป็นเจ้าหมื่นเสมอใจราช) เป็นผู้รับผิดชอบ และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระอุโบสถชั่วคราว เป็นอาคารไม้หลังคามุงจากเพื่อทำสังฆกรรมไปพลางก่อน
    วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2442 ซึ่งเป็นวันเสด็จเถลิงพลับพลาประทับแรมที่สวนดุสิตครั้งแรก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังวัดเบญจมบพิตร ทรงประเคนใบประกาศพระบรมราชูทิศถวายที่วิสุงคามสีมาแก่สมเด็จพระวันรัต (แดง สีลวฑฺฒโน) วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งเป็นประธานสงฆ์ สมเด็จพระวันรัตอ่านประกาศพระบรมราชูทิศในที่ประชุมสงฆ์ ซึ่งปรากฏข้อความในประกาศพระบรมราชูทิศตอนหนึ่งว่า
    "....พระราชทานนามว่า"วัดเบญจมบพิตร" แสดงลำดับรัชกาลในมหาจักรีบรมราชวงศ์…."
    จึงถือได้ว่าวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2442เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศสถาปนาวัดเบญจมบพิตรขึ้น แล้วได้ดำเนินการก่อสร้างเป็นลำดับมา
    ถึงปี พ.ศ. 2443 เมื่อการก่อสร้างสังฆเสนาสน์แล้วเสร็จตามพระราชประสงค์ในขั้นแรก จึงโปรดให้แห่พระสงฆ์สามเณร 33 รูป ซึ่งโปรดให้คัดเลือกและให้รวมฝึกอบรมอยู่ที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์มาอยู่วัดเบญจมบพิตรเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2443 และในคราวนี้ได้พระราชทานที่วัดเพิ่มเติมและโปรดให้เพิ่มสร้อยนามต่อท้ายว่า "ดุสิตวนาราม" เรียกรวมกันว่า "วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม"